"คำเตือนจากยุคปฏิวัติวิทยาศาสตร์" ที่บอกว่า เมื่อมนุษย์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสถาปนาตนเองเป็นพระเจ้า
Frankenstein ไม่ใช่แค่นิยายผีดิบ แต่มันคือ "คำเตือนจากยุคปฏิวัติวิทยาศาสตร์" ที่บอกว่า เมื่อมนุษย์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสถาปนาตนเองเป็นพระเจ้า (ศาสนา) ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานอันมืดบอด (Gothic) สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่ความก้าวหน้า แต่คืออสูรกายที่เราควบคุมไม่ได้นั่นเอง การ Playing God: Victor Frankenstein ทำตัวเป็น "พระเจ้า" โดยการสร้างชีวิตขึ้นมาเองจากซากศพ ซึ่งถือเป็นบาปมหันต์ (Sacrilege) ในทางคริสต์ศาสนา The Fallen Angel: อสูรกายมักจะเปรียบเทียบตัวเองกับ Adam (มนุษย์คนแรก) และ Satan (เทวทูตที่ถูกเนรเทศ) ในคัมภีร์ไบเบิล เขาตั้งคำถามกับ Victor ว่า "ทำไมท่านถึงสร้างข้ามาให้โดดเดี่ยวและอัปลักษณ์เช่นนี้?" * วิกฤตความศรัทธา: เมื่อวิทยาศาสตร์สามารถสร้างชีวิตได้ บทบาทของพระเจ้าจึงสั่นคลอน นิยายเรื่องนี้จึงเป็นเสมือนเสียงเตือนว่า "ถ้าเราทำตัวเป็นผู้สร้าง แต่ไม่มีความเมตตาเหมือนพระเจ้า ผลลัพธ์จะเป็นโศกนาฏกรรม"
Mary Shelley ได้รับแรงบันดาลใจจากการทดลองของ Luigi Galvani ที่ใช้กระแสไฟฟ้ากระตุกขาเขียดที่ตายแล้วให้ขยับได้ ผู้คนในยุคนั้นเริ่มตั้งคำถามว่า "ไฟฟ้าคือพลังงานแห่งชีวิต (Life Force) หรือเปล่า?"
ในนิยาย Victor Frankenstein เริ่มต้นจากการอ่านตำราเล่นแร่แปรธาตุโบราณ (Magic) ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ "วิทยาศาสตร์สมัยใหม่" ในมหาวิทยาลัย นี่คือภาพสะท้อนของอังกฤษที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากความเชื่อยุคเก่าสู่ยุคเหตุผล "จังหวะที่สายฟ้าฟาดลงมาในคืนนั้น ไม่ได้เพียงแค่ทำให้เห็นตัวประหลาด แต่มันได้กระชากหน้ากากของวิคเตอร์ให้เห็นว่า ใครกันแน่ที่เป็นปีศาจ ระหว่างอสูรกายที่โหยหาความรัก กับมนุษย์ผู้สร้างที่ไร้ซึ่งความเมตตาและปัดความรับผิดชอบ"
ประโยคนี้คือจุดพีกของความสยองขวัญในเชิง Gothic แต่หากเรามองผ่านเลนส์ "มนุษย์นิยม" (Humanism) เราจะพบการตั้งคำถามที่เจ็บปวดเกี่ยวกับคุณค่าและความหมายของความเป็นมนุษย์ครับ
นี่คือบทวิเคราะห์ 3 แง่มุมมนุษย์นิยม:
การปฏิเสธ "ความเป็นมนุษย์" ของผู้อื่น (The Denial of Humanity)
ในทางมนุษย์นิยม ทุกชีวิตควรมีศักดิ์ศรีและคุณค่าในตัวเอง แต่ในจังหวะที่แสงไฟแลบเผยให้เห็นอสูรกาย วิคเตอร์กลับเรียกสิ่งที่เขาสร้างว่า "Wretch" (เจ้าคนสารเลว) และ "Filthy daemon" (ปีศาจโสโครก)
การตีตรา (Labeling): วิคเตอร์มองเห็นแค่ "รูปลักษณ์ภายนอก" ที่น่าเกลียด แล้วตัดสินทันทีว่าสิ่งนั้นคือปีศาจ ทั้งที่เนื้อแท้แล้วอสูรกายตัวนี้มีสติปัญญา มีความรู้สึก และมีความต้องการพื้นฐานแบบมนุษย์ (ความรัก/ความเข้าใจ)
บทเรียน: มนุษย์นิยมสอนว่าความเป็นคนไม่ได้อยู่ที่รูปร่างหน้าตา แต่อยู่ที่จิตใจและการยอมรับจากสังคม ซึ่งวิคเตอร์สอบตกในฐานะ "ผู้ให้กำเนิด"
ความรับผิดชอบของผู้สร้าง (The Responsibility of the Creator)
ประโยคที่ว่า "...to whom I had given life" (ผู้ซึ่งฉันได้มอบชีวิตให้) คือหัวใจของดราม่านี้ Human Agency: มนุษย์นิยมเชื่อในอำนาจและการตัดสินใจของมนุษย์ วิคเตอร์ใช้อำนาจความรู้ทางวิทยาศาสตร์สร้างชีวิตขึ้นมา แต่เขากลับไม่มี "จริยธรรม" (Ethics) ที่จะรับผิดชอบชีวิตนั้น
ความเห็นแก่ตัว: ในขณะที่แสงฟ้าแลบทำให้เขาเห็นอสูรกาย เขากลับมองเห็นแต่ความผิดพลาดของตัวเองและความหวาดกลัวของตัวเอง เขาไม่ได้มองเห็น "ภาระหน้าที่" ที่ต้องดูแลสิ่งที่เขาสร้างมา
แสงสว่างที่มาพร้อมกับ "ความจริงอันเจ็บปวด" (Enlightenment vs. Terror) "แสงฟ้าแลบ" (A flash of lightning) ในเชิงสัญลักษณ์มักหมายถึง ความรู้ หรือ การตระหนักรู้ (Enlightenment)
ความย้อนแย้ง: ในยุคนั้น วิทยาศาสตร์เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ช่วยให้มนุษย์พ้นจากความมืดบอด แต่ในฉากนี้ แสงสว่างกลับเปิดเผยให้เห็น "อสูรกาย" ที่เกิดจากความทะเยอทะยานที่เกินขอบเขตมนุษย์กับขีดจำกัด: มนุษย์นิยมเตือนเราว่า มนุษย์มีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ แต่หากปราศจากความเมตตา (Compassion) และการไตร่ตรอง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ก็สามารถสร้าง "นรก" ขึ้นมาบนดินได้

Comments
Post a Comment