Gravity's Rainbow (Thomas Pynchon, 1973) และ Les Misérables (Victor Hugo, 1862)
เป็นนวนิยายขนาดยักษ์ทั้งคู่ (ทั้งสองเล่มหนาและยาวมากจนหลายคนเปรียบเป็น "Everest" ของการอ่าน) แต่สไตล์และยุคสมัยต่างกันสุดขั้ว — Hugo เป็นโรแมนติก-เรียลลิสต์ศตวรรษที่ 19 ที่เน้นมนุษยธรรมและความหวัง ส่วน Pynchon เป็น postmodern สงครามเย็นที่เต็มไปด้วย paranoia และความสิ้นหวังไม่มีอิทธิพลโดยตรง (Pynchon ไม่เคยอ้าง Hugo หรือ Les Misérables ตรง ๆ ในงานของเขา และนักวิจารณ์ก็ไม่ค่อยเชื่อมโยงสองเรื่องนี้แบบชัดเจน) แต่ถ้าดู theme/concept ลึก ๆ จะพบ ความคล้าย/contrast ที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะในแง่ "มนุษย์ vs. ระบบใหญ่โตที่บดขยี้เขา" นี่คือการเปรียบเทียบหลัก ๆ:ความคล้ายกันในธีมหลัก
(Thematic Parallels) ธีม / Concept
Les Misérables (Victor Hugo) / Gravity's Rainbow (Thomas Pynchon)
ความเชื่อมโยง / Contrast
ระบบใหญ่ (The System) ที่กดขี่
สังคมฝรั่งเศสหลังปฏิวัติ + กฎหมาย + โบสถ์ + ความยากจน = "ระบบ" ที่ทำให้ Jean Valjean กลายเป็นอาชญากรซ้ำซาก
"They" (ระบบ They) — พวกบริษัทใหญ่, รัฐบาล, นาซี, Allied, cartel (เช่น IG Farben, Phoebus) ที่ควบคุมชีวิตทุกคนผ่านเทคโนโลยี + สงคราม
ทั้งคู่แสดง "ระบบ" ที่ใหญ่เกินมนุษย์ ไม่ใช่แค่อธรรมชาติ แต่เป็นเครื่องจักรที่บดขยี้บุคคล (Valjean vs. Slothrop)
การไล่ล่า + การหลบหนี
Valjean ถูก Javert ไล่ล่าตลอดชีวิต (symbol ของกฎหมายที่ไม่ยอมให้อภัย)
Slothrop ถูก "They" ไล่ล่า/ติดตามผ่านการทดลอง + จรวด V-2 (symbol ของเทคโนโลยีที่ตามหาเขา)
ทั้งคู่เป็น "quest" ของตัวเอกที่พยายามหนีระบบ แต่ยิ่งหนียิ่งถูกกลืน (Valjean ได้ redemption แต่ Slothrop แตกสลาย)
ความหวัง vs. ความสิ้นหวังของมนุษย์
Hugo เชื่อใน redemption, ความเมตตา, การปฏิวัติ, และศาสนา — มีแสงสว่างท้ายอุโมงค์ (Cosette, Marius, Enjolras)
Pynchon มืดมนกว่า — redemption เป็น illusion, entropy (ทุกอย่างพัง) ชนะ, paranoia ทำให้เชื่อมโยงทุกอย่างแต่ไร้ความหมาย
Contrast ชัด: Hugo ให้ hope แบบโรแมนติก, Pynchon ให้ despair แบบ postmodern (มนุษย์แพ้เทคโนโลยี + ระบบ)
สงคราม + การเมือง + ความทุกข์ของประชาชน
การปฏิวัติ 1832, บาร์ริเคด, ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น
WWII + V-2 rockets, Holocaust, การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ Herero, post-war Zone
ทั้งคู่ใช้สงคราม/ความวุ่นวายเป็น backdrop เพื่อแสดงความทุกข์ของ "Preterite" (คนธรรมดา ที่ถูก Elect/ระบบกดขี่)
ขนาด + ความทะเยอทะยาน encyclopedic
Hugo ถักข้อมูลประวัติศาสตร์, ปรัชญา, สังคมวิทยา, ศาสนา เข้าไปหนาแน่น (บทยาว ๆ เกี่ยวกับ Waterloo, Paris sewer)
Pynchon ถักวิทยาศาสตร์, ประวัติศาสตร์, ปรัชญา, pop culture เข้าไป (เหมือนสารานุกรม)
ทั้งคู่เป็น "นวนิยายสารานุกรม" ที่พยายามครอบคลุม "ทั้งหมด" ของยุคสมัยตนเอง
สรุปสั้น ๆ: Relation แบบไหน?ไม่ใช่ influence โดยตรง แต่เป็น parallel ในระดับ concept — ทั้งสองเล่มเป็น epic novels ที่พูดถึง มนุษย์ตัวเล็ก ๆ ถูกระบบยักษ์ใหญ่ (สังคม/กฎหมาย vs. เทคโนโลยี/สงคราม/ทุนนิยม) ไล่ล่าและบดขยี้ Hugo ให้ แสงสว่าง redemption (Valjean เปลี่ยนจากอาชญากรเป็นคนดีผ่านความรัก + เมตตา) Pynchon ให้ ความมืดมิด entropy + paranoia (Slothrop แตกสลาย หายตัวไป ไม่มีทางรอดจริง ๆ)
→ ถ้า Les Misérables เป็น "มนุษย์สามารถเอาชนะระบบได้ด้วยหัวใจ" → Gravity's Rainbow เป็น "มนุษย์แพ้ระบบ + เทคโนโลยีไปแล้ว และอาจไม่มีวันชนะ"
หลายคนที่อ่านทั้งสองเล่ม (โดยเฉพาะคนที่ชอบ big challenging books) มักเปรียบเทียบแบบนี้ เพราะทั้งคู่ "ยาก" "ยาว" และ "พยายามพูดถึงทั้งสังคม/ประวัติศาสตร์" ในเล่มเดียว ถ้าคุณชอบ Les Mis แล้วอยากลองอะไรที่ "มืดมนกว่า + ทันสมัยกว่า" Gravity's Rainbow คือตัวเลือกสุด ๆ (แต่เตรียมใจไว้ เพราะมันไม่ให้ hope แบบ Hugo เลยครับ )คุณคิดยังไง หรืออยากเจาะธีมไหนลึกกว่านี้ไหม? เช่น redemption ในทั้งสองเรื่อง?
ทั้งสองเรื่องเป็นการบดขยี้ปัจเจกบุคคล
"Crushing of the individual" (การบดขยี้ปัจเจกบุคคล) เป็นแนวคิดทางวรรณกรรมและสังคมวิทยาที่ทรงพลังมากครับ หมายถึงสภาวะที่ ตัวตน เจตจำนง หรือความเป็นมนุษย์ ของใครบางคนถูกทำลายโดยอำนาจหรือระบบที่ใหญ่กว่าและทรงพลังกว่าตัวเขาหลายเท่า
ในบริบทของนวนิยาย (Les Misérables และ Gravity's Rainbow) แนวคิดนี้สามารถอธิบายได้ดังนี้ครับ:
1. "ระบบยักษ์ใหญ่" (ตัวบดขยี้)
โดยปกติแล้ว ปัจเจกบุคคลไม่ได้ถูกบดขยี้โดย "คน" ด้วยกันเอง แต่ถูกบดขยี้โดย ระบบที่เป็นนามธรรม ซึ่งไม่มีหัวใจ:
กฎหมายและระบบราชการ: ใน Les Misérables "ฌอง วัลฌอง" ถูกบดขยี้โดยระบบกฎหมายที่ขังคุกเขาถึง 19 ปีเพียงเพราะขโมยขนมปัง ระบบไม่สนใจว่าเขาทำไป "ทำไม" แต่มองเขาเป็นเพียงตัวเลขนักโทษ
เทคโนโลยีและสงคราม: ใน Gravity's Rainbow ตัวละครเปรียบเสมือนแมลงที่ติดอยู่ในฟันเฟืองของสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเขาถูกบงการโดยระบบโลจิสติกส์ทางการทหาร วิทยาศาสตร์จรวด และการเมืองโลกที่พวกเขาไม่อาจควบคุมหรือแม้แต่จะเข้าใจได้
ทุนนิยมและความยากจน: ความต้องการเงินหรือความอดอยาก บังคับให้มนุษย์ต้องทิ้งความฝันและศักดิ์ศรีเพียงเพื่อเอาชีวิตรอดไปวันๆ
2. ลักษณะของการ "ถูกบดขยี้"
การลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization): มนุษย์ถูกปฏิบัติเหมือนเป็น "ฟันเฟืองในเครื่องจักร" เป็นเพียงสถิติ หรือหมายเลข มากกว่าจะเป็นคนที่มีความรู้สึก
การสูญเสียอำนาจในตนเอง (Loss of Agency): ปัจเจกบุคคลรู้สึกว่าไม่มีทางเลือก ไม่ว่าจะพยายามวิ่งหนีหรือต่อสู้แค่ไหน สุดท้ายระบบก็จะตามมาทันเสมอ
ชะตากรรมที่ไม่อาจเลี่ยง: เปรียบเหมือนแรงโน้มถ่วง (Gravity) ที่ดึงจรวดลงมา แรงกดดันทางสังคมก็ดึงมนุษย์ให้ตกต่ำลงมาเช่นกัน
3. สัญลักษณ์ในภาพ
ฌอง วัลฌอง ที่ยืนอยู่หน้าศาลที่สูงตระหง่านและเย็นชา (สัญลักษณ์ของกฎหมาย)
ทหาร ที่วิ่งหนีอยู่ใต้จรวด V-2 ขนาดมหึมา (สัญลักษณ์ของเทคโนโลยีและสงคราม)
ฟันเฟือง: ภาพคนตัวเล็กๆ ที่ติดอยู่ระหว่างฟันเฟือง สื่อถึงการถูก "บดเคี้ยว" โดยกลไกของสังคมจริงๆ
สรุปสั้นๆ: มันคือความรู้สึกของการเป็นมนุษย์ที่เปราะบาง ซึ่งถูกกักขังอยู่ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วย "เครื่องจักรยักษ์ใหญ่ที่ไร้ความรู้สึกไม่ว่าเครื่องจักรนั้นจะทำจากเหล็กหรือทำจากตัวบทกฎหมายก็ตามครับ
Comments
Post a Comment