Layers of parody (ชั้นของการล้อเลียน หรือชั้นของการเสียดสี)
เป็นแนวคิดที่ใช้ในการวิเคราะห์วรรณกรรม โดยเฉพาะงานที่มีการ parody (การล้อเลียน ล้อแบบ หรือเสียดสีงานอื่น) ที่ซับซ้อนและมีหลายระดับชั้นแนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาและอธิบายอย่างชัดเจนโดยนักวิจารณ์วรรณกรรมอย่าง Linda Hutcheon ในหนังสือ A Theory of Parody (1985) เธอเสนอว่า parody ในวรรณกรรมสมัยใหม่ไม่ได้เป็นแค่การ "ล้อเล่น" หรือ "เยาะเย้ย" งานต้นฉบับแบบผิวเผิน แต่เป็นการเล่นซ้อนชั้นที่มีความหมายลึกซึ้งและมีหลายระดับชั้นหลัก ๆ ของ parody (Layers of Parody)ชั้นผิวเผิน (Surface Level / Imitation) การเลียนแบบรูปแบบ สไตล์ ภาษา โครงสร้าง หรือลักษณะเด่นของงานต้นฉบับ เช่น การใช้สำนวนโบราณ การเขียนประโยคยาวเหยียดแบบศตวรรษที่ 19 หรือการเลียนแบบพล็อตเรื่องเดิม ชั้นนี้เป็นสิ่งที่ผู้อ่านเห็นได้ชัดเจนที่สุด ทำให้รู้สึก "ตลก" หรือ "คุ้นเคยแต่แปลก ๆ"
ชั้นการเสียดสี/วิพากษ์ (Critical Level / Irony) การใช้การเลียนแบบนั้นเพื่อ วิจารณ์ หรือ ตั้งคำถาม กับงานต้นฉบับ สไตล์นั้น ๆ หรือค่านิยมที่งานนั้นเป็นตัวแทน ไม่ใช่แค่ล้อ แต่เป็นการชี้ให้เห็นจุดอ่อน ความล้าสมัย ความ pretentious (การเสแสร้ง) หรือความขัดแย้งภายในของงานต้นฉบับ มักอาศัย irony (ความขัดแย้งเชิงเสียดสี) เพื่อให้เกิดระยะห่างทางปัญญา (critical distance)
ชั้นการสร้างสรรค์ใหม่ (Creative / Constructive Level) Parody ไม่ได้แค่ทำลายหรือล้อเลียน แต่ยัง สร้างสิ่งใหม่ ขึ้นมา ผู้เขียนใช้การล้อเลียนเป็นเครื่องมือในการทดลองรูปแบบใหม่ สร้างความหมายใหม่ หรือเสนอทางเลือกอื่น ทำให้ parody กลายเป็นการ "สนทนา" ระหว่างงานเก่ากับงานใหม่ (intertextual dialogue)
ชั้นเมตา (Meta-Level / Self-Reflexivity) บางครั้ง parody ล้อเลียน ตัวกระบวนการของการล้อเลียนเอง หรือล้อเลียน "การเขียนวรรณกรรม" โดยรวม ทำให้งานนั้นมีความตระหนักในตัวเองสูง (self-conscious) และชวนผู้อ่านให้คิดถึงธรรมชาติของวรรณกรรม การเล่าเรื่อง หรือแม้แต่การอ่านเอง
The Magic Mountain ของ Thomas Mann ถึงแม้ The Magic Mountain จะไม่ใช่งาน parody แบบเต็มตัว แต่มีหลายส่วนที่เล่นกับ layers of parody การล้อเลียนนวนิยายศตวรรษที่ 19 ที่เน้น "การศึกษา" และ "ความก้าวหน้า" โดยนำมาวางในบริบทของความเสื่อมการล้อเลียน "นิยายแห่งการเรียนรู้" โดยปกติแล้ว นิยายประเภท Bildungsroman จะเล่าเรื่องตัวเอกที่ออกไปเผชิญโลกเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์
ฮันส์ คาสทอร์ป (Hans Castorp) ได้รับการศึกษาทั้งในด้านศิลปะ การเมือง ความรัก และเงื่อนไขแห่งความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเอกในนวนิยายแนว Bildungsroman ทุกคนพึงจะได้รับ โดย โทมัส มันน์ (Thomas Mann) ได้ใช้ตัวละครต่างๆ เป็นตัวแทนของแนวคิดและระบบความเชื่อที่แตกต่างกันในยุโรปช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เราจะได้พบกับ เลโอ นาฟทา (Leo Naphta) อดีตชาวยิวที่กลายเป็นพระนิกายเยซูอิตผู้ฝักใฝ่มาร์กซิสต์, ลูโดวิโก เซตเทมบรินี (Ludovico Settembrini) นักมานุษยนิยมทางโลกชาวอิตาลี และ ไมน์เฮียร์ พีเพอร์คอร์น (Mynheer Peeperkorn) ชาวดัตช์ผู้เสพสุขนิยมที่ทนทุกข์จากโรคเขตร้อน ตัวละครแต่ละตัวต่างพยายามโน้มน้าวคาสทอร์ปให้คล้อยตามแนวคิดของตน ส่งผลให้เนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยการโต้เถียงในเชิงปรัชญาที่เข้มข้น" แต่ Thomas Mann กลับล้อเลียนโดยให้ Hans Castorp ตัวเอกของเรื่อง ไป "เรียนรู้ชีวิต" ในสถานพักฟื้นคนป่วยที่แยกตัวออกจากโลกภายนอก แทนที่จะเติบโตในโลกแห่งความจริง เขากลับจมปลักอยู่กับการถกเถียงทางปัญญาและการนอนพักรักษาตัวเป็นปีๆ เป็นการตั้งคำถามว่า "การศึกษา" ในยุโรปยุคนั้นมันทำให้คนเติบโตจริงหรือแค่ทำให้เพ้อฝันไปวันๆ
การล้อเลียน "สติปัญญาของยุโรป" (The Duel of Ideas)
ในเรื่องจะมีตัวละครหลักสองตัวคือ Settembrini (ตัวแทนของเสรีนิยม/เหตุผล) และ Naphta (ตัวแทนของอำนาจนิยม/จิตวิญญาณ) ทั้งคู่ถกเถียงกันด้วยปรัชญาที่สูงส่งและซับซ้อน แต่ Thomas Mann นำเสนอการโต้เถียงนี้ในเชิงตลกซ้ำซาก (Parody) เพราะสุดท้ายแล้วการเถียงกันที่ดูฉลาดล้ำลึกนั้นกลับไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย และจบลงด้วยความตายที่ดูไร้สาระ
Hans Castorp
โดยปกติ ตัวเอกใน Bildungsroman (เช่น ผลงานของ Goethe) จะเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อสร้าง "ตัวตน" ที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่ฮันส์ถูกออกแบบมาให้เป็นคน "ธรรมดาอย่างที่สุด" (Mediocre) เขาไม่มีอุดมการณ์แรงกล้า ไม่มีบุคลิกที่โดดเด่นโดดเด้ง ทำให้เขากลายเป็น "ภาชนะ" ที่เหมาะสมที่สุดในการรองรับแนวคิดปรัชญาที่หนักหน่วงจากตัวละครอื่นอย่าง Settembrini หรือ Naphta ความลักลั่นและไม่ตัดสินใจ (Ambivalence & Commitment)คำว่า Ambivalent ในที่นี้หมายถึง การที่ฮันส์เห็นด้วยกับทุกคนในเวลาที่เขานั่งฟังอยู่ เมื่อฟัง Settembrini พูดเรื่องประชาธิปไตย เขาก็คล้อยตามเมื่อฟัง Naphta พูดเรื่องความศรัทธาและความตาย เขาก็รู้สึกว่ามีเหตุผลการที่เขา "ไม่สามารถเลือกข้างได้" สะท้อนถึงสภาวะของปัญญาชนยุโรปในยุคนั้นที่สับสนท่ามกลางพายุทางความคิดที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงก่อนสงครามโลก ความนิ่งเฉย (Passivity) ในฐานะการต่อต้านความ Passive ของฮันส์ไม่ใช่ความขี้เกียจเสียทีเดียว แต่มันคือสภาวะของการ "ถูกสะกดจิต" โดยบรรยากาศบนเขา (The Magic Mountain) ที่ซึ่งเวลาไม่มีความหมายในโลกเบื้องล่าง (The Flatlands) ทุกคนต้องทำงาน ต้องรีบเร่ง ต้องเลือกข้างแต่บนภูเขานี้ ฮันส์เลือกที่จะ "ไม่เลือก" เขาใช้เวลา 7 ปีในการเป็นผู้ฟังและผู้สังเกตการณ์ แทนที่จะเป็นผู้ลงมือทำ
บทสรุปของความเป็นมนุษย์ (The Human Element)
การที่เขาไม่ยอมสมาทานตัวตนเข้ากับลัทธิใดลัทธิหนึ่งอย่างสุดตัว ทำให้ฮันส์กลายเป็นตัวละครที่ "เป็นมนุษย์" มากที่สุด เพราะมนุษย์ที่แท้จริงมักมีความย้อนแย้งในตัวเองเสมอ โทมัส มันน์ กำลังบอกเราว่า บางทีการไม่รีบตัดสินใจเลือกข้าง (Commitment) ท่ามกลางแนวคิดที่สุดโต่ง อาจเป็นวิธีเดียวที่มนุษย์จะรักษาเสรีภาพทางปัญญาไว้ได้
ตัวแทนทางความคิด (The Clash of Ideologies)
มันน์ใช้ตัวละครหลัก 3 คนเป็น "ติวเตอร์" ทางความคิดที่แย่งชิงวิญญาณของคาสทอร์ป:
Ludovico Settembrini (เสรีนิยม/มานุษยนิยม): * เขาเชื่อใน "เหตุผล" (Reason), วิทยาศาสตร์, ประชาธิปไตย และความก้าวหน้าของมนุษย์เขาคือตัวแทนของยุโรปยุคแสงสว่าง (Enlightenment) ที่เชื่อว่ามนุษย์สามารถขจัดความมืดบอดได้ด้วยความรู้
Leo Naphta (เผด็จการ/รุนแรง/จิตวิญญาณ):เขาเป็นตัวละครที่ซับซ้อนที่สุด(ยิว-เยซูอิต-มาร์กซิสต์)เขาเชื่อใน "ศรัทธาที่รุนแรง" และการใช้เผด็จการทางจิตวิญญาณเพื่อทำลายระเบียบโลกเก่า เขาคัดค้านเสรีนิยมของเซตเทมบรินีอย่างรุนแรง และมองว่าความเจ็บปวดคือหนทางสู่การบรรลุ
Mynheer Peeperkorn (สัญชาตญาณ/พลังแห่งชีวิต): * เขาไม่เน้นการโต้เถียงด้วยเหตุผลเหมือนสองคนแรก แต่ใช้ "บุคลิกภาพ" (Personality) และการเสพสุข (Hedonism) เป็นอาวุธเขาเตือนคาสทอร์ปว่า การมัวแต่โต้เถียงทางทฤษฎีอาจทำให้เราลืม "รสชาติของชีวิต" ไป
การล้อเลียน "ความโรแมนติกและความตาย" (Romanticizing Illness)
ในยุคนั้นมีความเชื่อแบบโรแมนติกที่มองว่า "วัณโรค" เป็นโรคของผู้ที่มีจิตวิญญาณสูงส่งหรือเป็นศิลปิน Mann ล้อเลียนจุดนี้ด้วยการบรรยายรายละเอียดทางการแพทย์ที่น่าขยะแขยงและดูเป็นเครื่องจักร (เช่น การดูภาพเอกซเรย์ปอดแทนการดูรูปถ่ายคนรัก) เพื่อดึงคนอ่านให้กลับมาสู่ความจริงที่ว่า "ความป่วยไข้ไม่ใช่ความสวยงาม"
การล้อเลียน "เวลา" (The Parody of Time)
ในสถานพักฟื้น เวลา 7 วันอาจดูเหมือน 7 นาที หรือ 7 ปีอาจผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย Mann ใช้โครงสร้างของนิยายล้อเลียนความรู้สึกเรื่องเวลาของมนุษย์ โดยการเขียนบทบรรยายเรื่องอาหารมื้อเย็นหรือกิจกรรมซ้ำซากให้ยืดยาวจนน่าเบื่อ เพื่อให้คนอ่านสัมผัสถึงความ "ไร้สาระ" ของชีวิตที่หยุดนิ่งบนภูเขานั้น
Comments
Post a Comment