"Le Mépris is a masterpiece" Martyn Conterio, Little White Lies


 

"โกดาร์ไม่ได้กำกับหนังตามบทภาพยนตร์ แต่วางเดิมพันไปกับ 'ความรู้สึก' 

เขาใช้กล้องเป็นเสมือนแม่เหล็กดึงดูดโชคชะตา เพราะเขาเชื่อว่าเพียงแค่คุณยืนอยู่

ที่หัวมุมถนนในปารีส พร้อมกับเลนส์กล้องหนึ่งตัวและหัวใจที่ขบถโลกใบนี้

จะยอมเปิดเผยความลับของมันออกมาเอง หนังของเขาจึงไม่ใช่แค่ภาพยนตร์ที่ถูก 'กำกับ' 

แต่มันคือการบันทึกห้วงเวลาที่ 'พรหมลิขิต' กระโดดลงมาประทับรอยเท้า

ไว้ในฐานะนักแสดงคนหนึ่ง"


ในโลกที่เทพเจ้าหายไป ความรักไม่ได้ตาย เพราะเกลียดชัง แต่เพราะความดูถูกที่ค่อยกันกินจนเหลือเพียงภาพสะท้อนของตัวเราเองในสายตาของคนเคยรักและโลกที่เคยสวยงามกลายเป็นเพียงสินค้าที่ขายได้แพงที่สุด. ใน Le Mépris ไม่ใช่แค่เรื่องราวของคู่รักที่แตกสลาย 

แต่เป็นคำอุทานสุดท้ายของมนุษย์สมัยใหม่ เมื่อเทพเจ้าหายไป Idols ปลอม ๆ เข้ามาแทนที่ ความรัก ความศรัทธาในศิลปะ และแม้แต่ความจริงของตัวเอง ก็ถูกแทนที่ด้วย การดูถูกที่เย็นชา 

เฉยเมย และไม่อาจเยียวยา ในที่สุด.........แต่เทพเจ้าไม่อยู่ที่นั้นแล้ว 

และสิ่งที่เหลือคือเสียงสะท้อนของความว่างเปล่า ที่เราต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับ 

หรือไม่ก็ถูกมันกลืนไปทั้งตัว.           


                    เล่ห์รักริษยา (Le Mépris) การสูญเสียความเคารพและความหมาย ไม่ใช่แค่นวนิยายราคาถูกแนว roman de gare ที่เอามาแปลงเป็นหนังนะครับ Godard เองยังเคยประชดว่า it’s “a pretty little holiday novel, full of old-fashioned feelings despite the modern situations” แต่จริง ๆ แล้วนี่คือการจี้จุด Moravia (นักเขียน) แบบไม่ไว้หน้าเลย — เขายึดโครงเรื่องหลักแทบทั้งหมด ด้วยความ fidelity เทียงตรง ที่ช็อกคนดู


                    Paul (Michel Piccoli ผู้ชายเดินเหมือนแบกศพตัวเองไว้) กับ Camille (Brigitte Bardot สวยแต่หัวใจเปลือยเปล่า): วันหนึ่งเธอมองเขาแล้ว — bam — ความรักหายวับ มาแทนที่ด้วยความดูถูกบริสุทธิ์ ("สภาวะที่คนเราหมดรักหรือหมดความนับถือในตัวอีกคนอย่างสิ้นเชิง โดยไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้) ไม่มีเหตุผลชัดเจน นั่นแหละ genius ที่ฆ่าคนดู เธอคิดว่าเขาผลักเธอเข้าสู่อ้อมแขน Prokosch (Jack Palance ลิงอเมริกันตะโกนภาษาอังกฤษ โยนเช็คเหมือนตบหน้า) เพื่อแลกกับความก้าวหน้าในวงการ เขาคิดว่าเธอเกลียดเขาเพราะเขา weak เพราะยอมรับเงิน เพราะไม่เคยพูดไม่ แล้วระหว่างนั้นก็มีหนังในหนัง — Fritz Lang ถ่าย The Odyssey เวอร์ชันสมัยใหม่ที่ Cinecittà ยูริสส์ที่ถูกดัดแปลงให้ถูกใจพวก Yankees วงการหนังขายตัวเหมือนคู่รักที่กำลังพังทลาย
                    Moravia เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1954 แล้วมีทุกอย่างนี้: Riccardo กับ Emilia นักเขียนบทที่ต้องบิดเบือนโฮเมอร์ให้โปรดิวเซอร์ช่างหยาบคาย ความดูถูกที่ค่อย ๆ เอ่อขึ้นมาเหมือนพิษโดยไม่รู้ที่มา Godard แทบไม่แต่งอะไรใหม่ใน plot — แค่เปลี่ยนชื่อ ใส่สีแดง-น้ำเงินสดใส ถ่ายวิลล่าที่คาปรีเหมือนสุสานช่างสว่างไสว ฉาบคำพูด Hölderlin กับ Brecht (กวีนิพนธ์ของเขามักพูดถึง "ความว่างเปล่า" ของยุคสมัยที่เทพเจ้าจากเราไปแล้ว)ให้ Georges Delerue ร้องเพลงแบบ pop requiem (ไม่ใช่แนวดนตรีมาตรฐานที่มีคำนิยามตายตัวในพจนานุกรมดนตรีแต่มันเป็นคำที่ใช้เรียก "ผลงานเพลงป๊อปที่มีโครงสร้างหรือจิตวิญญาณแบบเพลงสวดศพ Requiem หรือเป็นการผสมผสานระหว่างโลกของเพลงคลาสสิกศักดิ์สิทธิ์กับเพลงสมัยใหม่แต่จังหวะหัวใจยังเหมือนเดิม: หนังฆ่าความรัก ความรักฆ่าหนัง แล้วตรงกลางคือผู้ชายคนหนึ่งถาม “ทำไม?” จนความเงียบตอบแทน
                    พวกนักวิจารณ์ที่บอกว่านวนิยายเป็นแค่ข้ออ้างราคาถูก เข้าใจผิดทั้งนั้น Moravia ในยุค 50-60 เป็นยักษ์ใหญ่ ไม่ใช่นักเขียนแนวตลาด Godard รู้ดี เขาใช้หนังสือเล่มนี้เพื่อ settle scores กับวงการหนังเชิงพาณิชย์ กับโปรดิวเซอร์ที่รัดคอเขา (Ponti กับ Levine พวก King Kong) อาจรวมถึงตัวเขาเองด้วย Le Mépris ไม่ได้ทรยศนิยาย — มันระเบิดนิยายจากข้างใน: เอาเมโลดราม่าชั้นกลางมาทำเป็น philosophical essay เรื่องสายตา ร่างกาย เงินตรา ความตายของคู่รักสมัยใหม่
สวย โหดร้าย เป็น Godard ล้วน ๆ — เตะตูด “หนังคุณภาพ” ขณะเดียวกันก็ทำหนังคุณภาพที่สวยที่สุดเท่าที่เขาจะจินตนาการได้ ไม่มีเมิน Moravia ที่นี่ มีแต่เมินพวกที่ไม่เข้าใจ Krub.
มันเป็นความไร้สาระของมนุษย์สมัยใหม่ ที่พยายามหาความหมายในความรัก ศิลปะ และชีวิต แต่สุดท้ายโลก (และคนอื่น) ไม่ตอบสนอง — เหลือแต่ contempt, alienation และการกระทำซ้ำ ๆ ที่ไร้จุดจบ (เหมือน Sisyphus) Godard ไม่ให้ "ทางออก" แบบ Camus (rebel โดยจินตนาการว่ามีความสุข) แต่ให้เรา รู้สึก ความ absurd ผ่านภาพสวยงามแต่ห่างเหิน การเล่าเรื่องที่เย็นชา และตอนจบที่ "ไม่จบจริง ๆ" ทำให้คนดูออกจากหนังด้วยความรู้สึก ว่างเปล่า น่าขบขันแบบเศร้า และตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองถ้าคุณดูจบแล้วคิดว่า "ทำไมต้องจบแบบนี้วะ? มันไร้สาระชิบหาย" — นั่นแหละ Godard ต้องการให้คุณรู้สึก absurd จริง ๆ เพื่อสะท้อนภาวะมนุษย์ในโลกที่ "เทพเจ้าไม่อยู่แล้ว"  (เหมือนก้อนหินของ Sisyphus) มันเป็น Parallel ระหว่าง Odyssey (ตำนานที่มีเทพเจ้า มี meaning ชัดเจน: Odysseus กลับบ้าน) กับการถ่ายทำ Odyssey ในหนัง (โดย Fritz Lang) ที่ถูกบิดเบือนโดยโปรดิวเซอร์อเมริกัน (Jack Palance) ให้มีเซ็กส์ การผจญภัย เพื่อขาย

Alberto Moravia (อัลแบร์โต้ โมราเวีย) คือนักเขียนชาวอิตาลีระดับตำนานที่เป็น "เจ้าของบทประพันธ์" ดั้งเดิมที่ Godard นำมาดัดแปลงครับ



แปลจาก  CD Booklet
#LeMépris #JeanLucGodard #FriedrichHölderlin #PopRequiem #Philosophy #Cinema #ดูถูกบริสุทธิ์ #ปรัชญา #ภาพยนตร์ #ความรักที่ล่มสลาย

Comments