Lost Illusions (Illusions perdues, 2021) ของ Xavier Giannoli เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนวนิยายของ Balzac ได้อย่างยอดเยี่ยม
Lost Illusions (Illusions perdues, 2021) ของ Xavier Giannoli เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนวนิยายของ Balzac ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเน้นความดราม่าที่เข้มข้นและปรัชญาลึกซึ้ง ซึ่งทำให้หลายคนยกย่องว่าเป็นหนึ่งในการดัดแปลงวรรณกรรมที่ดีที่สุดในรอบหลายปี(Dramatic Elements)ภาพยนตร์เรื่องนี้มีโครงสร้างแบบ "rise and fall" คลาสสิก แต่เล่าแบบรวดเร็วและตื่นเต้นมาก เหมือนหนังมาเฟียหรือ thriller สมัยใหม่ แม้จะเป็นยุค 1820s แต่เต็มไปด้วยการทรยศ การขึ้นสู่อำนาจอย่างรวดเร็ว แล้วล้มลงอย่างน่าเศร้า
จุดเด่นดราม่า: การขึ้นของ Lucien จากกวีหนุ่มบริสุทธิ์จากต่างจังหวัด กลายเป็นนักข่าวรับสินบน เขียนรีวิวปลอมเพื่อเงินและชื่อเสียง ฉากในสังคมปารีสสุดหรูหราแต่เต็มไปด้วยความเย็นชา การประชดประชัน และการแข่งขันโหดร้าย ทำให้เกิด tension สูงมากการแสดงและบรรยากาศ: Benjamin Voisin (Lucien) แสดงได้น่าประทับใจมาก แสดงความเปลี่ยนแปลงจาก naïve ไปสู่ cynical ได้ละเอียดอ่อน การใช้ voiceover เยอะช่วยเล่าเรื่องแบบ Balzac แต่บางคนบอกว่าทำให้ดูละคเวทีมากขึ้นจุดพีคดราม่า: ฉาก Lucien ถูกสังคมชั้นสูงเหยียดหยามในโรงอุปรากร การทรยศเพื่อน การสูญเสียคนรัก (Coralie) และการล่มสลายสุดท้าย ทำให้คนดูรู้สึกสะเทือนใจและสะท้อนตัวเองนี่คือภาพฉากดราม่าหลักที่แสดงการขึ้น-ลงของ Lucien และบรรยากาศสังคมปารีสสุดโหด
ด้านปรัชญา (Philosophy)Balzac เขียนนิยายนี้เพื่อวิพากษ์สังคมทุนนิยมยุคแรก การทำให้ศิลปะ วรรณกรรม และสื่อกลายเป็น "สินค้า" ที่ซื้อขายได้ ภาพยนตร์ขยายความนี้ให้ชัดเจนและเชื่อมโยงกับยุคปัจจุบันอย่างน่าทึ่งธีมหลัก: "ภาพลวงตา" (illusions) ที่มนุษย์ยึดถือ เช่น ความฝันในศิลปะบริสุทธิ์ ความรักแท้ ความยุติธรรมในสังคม แต่ทั้งหมดพังทลายเมื่อเผชิญความจริงของเงิน อำนาจ และ(fake news ในยุคนั้นคือ "canards" หรือข่าวเท็จที่ขายดี)
จุดเด่นดราม่า: การขึ้นของ Lucien จากกวีหนุ่มบริสุทธิ์จากต่างจังหวัด กลายเป็นนักข่าวรับสินบน เขียนรีวิวปลอมเพื่อเงินและชื่อเสียง ฉากในสังคมปารีสสุดหรูหราแต่เต็มไปด้วยความเย็นชา การประชดประชัน และการแข่งขันโหดร้าย ทำให้เกิด tension สูงมากการแสดงและบรรยากาศ: Benjamin Voisin (Lucien) แสดงได้น่าประทับใจมาก แสดงความเปลี่ยนแปลงจาก naïve ไปสู่ cynical ได้ละเอียดอ่อน การใช้ voiceover เยอะช่วยเล่าเรื่องแบบ Balzac แต่บางคนบอกว่าทำให้ดูละคเวทีมากขึ้นจุดพีคดราม่า: ฉาก Lucien ถูกสังคมชั้นสูงเหยียดหยามในโรงอุปรากร การทรยศเพื่อน การสูญเสียคนรัก (Coralie) และการล่มสลายสุดท้าย ทำให้คนดูรู้สึกสะเทือนใจและสะท้อนตัวเองนี่คือภาพฉากดราม่าหลักที่แสดงการขึ้น-ลงของ Lucien และบรรยากาศสังคมปารีสสุดโหด
ด้านปรัชญา (Philosophy)Balzac เขียนนิยายนี้เพื่อวิพากษ์สังคมทุนนิยมยุคแรก การทำให้ศิลปะ วรรณกรรม และสื่อกลายเป็น "สินค้า" ที่ซื้อขายได้ ภาพยนตร์ขยายความนี้ให้ชัดเจนและเชื่อมโยงกับยุคปัจจุบันอย่างน่าทึ่งธีมหลัก: "ภาพลวงตา" (illusions) ที่มนุษย์ยึดถือ เช่น ความฝันในศิลปะบริสุทธิ์ ความรักแท้ ความยุติธรรมในสังคม แต่ทั้งหมดพังทลายเมื่อเผชิญความจริงของเงิน อำนาจ และ(fake news ในยุคนั้นคือ "canards" หรือข่าวเท็จที่ขายดี)
- ปรัชญาลึกซึ้ง: การสูญเสียภาพลวงตาไม่ใช่แค่โศกนาฏกรรม แต่เป็นจุดเริ่มต้นของ "การใช้ชีวิตจริง" (อย่างที่ Nathan บอก: "I now stop hoping and start living") บางวิจารณ์บอกว่าภาพยนตร์ต่างจากนิยายตรงที่ Balzac เน้น "hard work" เพื่อฟื้นตัว แต่ Giannoli ทำให้ Lucien ดูเหมือนต้อง "ถอยออกจากโลก" เพื่อหาความสงบ
- ความเกี่ยวข้องปัจจุบัน: หนังเหมือนเตือนว่า fake news, influencer, การซื้อรีวิว, สังคมที่ทุกอย่างวัดด้วยเงินและ buzz ไม่ใช่เรื่องใหม่ — มันเกิดมาตั้งแต่ 200 ปีก่อน! ทำให้คนดูรู้สึกว่า Balzac "พยากรณ์" ยุคโซเชียลมีเดียได้อย่างแม่นยำ
ความแตกต่างหลักระหว่างนวนิยายกับภาพยนตร์ปี 2021
- ขอบเขตและโครงเรื่อง
- นวนิยาย: ยาวมาก (กว่า 700 หน้าในบางฉบับ) แบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่
- ชีวิตในต่างจังหวัดและจุดเริ่มต้น
- การขึ้นสู่จุดสูงสุดและล่มสลายในปารีส (ส่วนที่โด่งดังที่สุด)
- การกลับสู่ต่างจังหวัด เรื่องครอบครัว การประดิษฐ์สิ่งของ และการล่มสลายต่อเนื่อง
- ภาพยนตร์: โฟกัสเกือบทั้งหมดที่ ส่วนที่ 1-2 (โดยเฉพาะการผจญภัยในปารีส) ตัดหรือย่อส่วนที่ 3 เกือบหมด ทำให้หนังกระชับและเร็วขึ้น (ความยาวประมาณ 2.5 ชั่วโมง)
- สไตล์การเล่าเรื่อง
- นวนิยาย: รายละเอียดเยอะมาก มีการวิเคราะห์สังคม การเมือง สื่อแบบลึกซึ้งและประชดประชันยาว ๆ
- ภาพยนตร์: ใช้ เสียงบรรยาย (voiceover) เยอะมาก (คล้ายอ่านนิยาย) เพื่อถ่ายทอดความคิดเห็นของ Balzac โดยไม่ทำให้เรื่องยืดเยื้อ บางฉากเลยเหมือนภาพประกอบนิยาย ทำให้คงความลึกทางปรัชญาได้ดี แต่บางคนรู้สึกว่าดู "ไม่ค่อย cinematic" เท่าไหร่
- ตัวละครและการปรับเปลี่ยน
- ตัวละครรองบางตัวถูกรวม ย่อ หรือตัดออกเพื่อให้พอดีกับเวลา
- ตัวละคร Nathan (รับบทโดย Xavier Dolan) เป็นการ ผสม ลักษณะจากหลายตัวละครในนิยาย (Raoul Nathan, Daniel d'Arthez, Melchior de Canalis) เพื่อเป็นตัวแทนนักเขียนที่ทั้งเจ้าเล่ห์และมีพรสวรรค์
- บางตัวละคร (เช่น Madame de Bargeton) ถูกทำให้ "อ่อนโยน" กว่าในนิยาย ซึ่ง Balzac เขียนแบบประชดประชันและโหดร้ายกว่า
- ผู้กำกับเลือกไม่ใส่ตัวละคร Daniel d’Arthez (ตัวแทน "คุณธรรม") เพราะกลัวจะดูสอนศีลธรรมเกินไป
- โทนและความเกี่ยวข้องกับยุคปัจจุบัน
- ทั้งสองเวอร์ชันเน้นการทุจริตของสื่อ การซื้อรีวิว การที่เงินและอำนาจทำลายศิลปะ — ซึ่งรู้สึกทันสมัยมาก (fake news, influencer, สื่อ)
- ภาพยนตร์เน้นความเชื่อมโยงกับปัจจุบันชัดเจนกว่า ทำให้ดูสดใหม่ ขณะที่ยังซื่อสัตย์ต่อจิตวิญญาณของ Balzac
- หนังสวยงามมาก (ชุด คฤหาสน์ ดนตรี) และมีพลังแบบหนังมาเฟียในบางฉาก แสดงถึงการทรยศและทะเยอทะยาน
Comments
Post a Comment