พัฒนาการทางความคิดของ Thomas Mann (1875-1955)
พัฒนาการทางความคิดของ Thomas Mann (1875-1955)
นักเขียนชาวเยอรมันผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมปี 1929 สามารถติดตามได้ผ่านผลงานสำคัญตั้งแต่ปี 1901 ถึง 1947 ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงจากมุมมองส่วนบุคคลเกี่ยวกับความเสื่อมถอยของสังคมชนชั้นกลางและความขัดแย้งของศิลปิน ไปสู่การวิพากษ์สังคม การเมือง และวัฒนธรรมยุโรปในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสงครามและลัทธิเผด็จการ โดยได้รับอิทธิพลจากนักปรัชญาอย่าง Arthur Schopenhauer, Friedrich Nietzsche และ Johann Wolfgang von Goethe รวมถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อย่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และการขึ้นสู่อำนาจของนาซี ซึ่งทำให้เขาต้องลี้ภัยไปสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกาช่วงต้น: ความเสื่อมถอยของสังคมชนชั้นกลางและความขัดแย้งของศิลปิน (1901-1914)ในช่วงเริ่มต้น Mann มุ่งเน้นธีมส่วนบุคคลและจิตวิทยา โดยผสมผสาน realism กับ irony และ pessimism จาก Schopenhauer ผลงานชิ้นแรกที่ทำให้เขาโด่งดังคือ Buddenbrooks (1901) นวนิยายที่เล่าเรื่องการล่มสลายทางเศรษฐกิจและจิตวิญญาณของครอบครัวพ่อค้าชนชั้นกลางในเมือง Lübeck (ซึ่งอิงจากครอบครัวของเขาเอง) แสดงถึงความขัดแย้งระหว่างหน้าที่ทางสังคมกับความปรารถนาส่วนตัว รวมถึงแนวคิด decadence หรือการเสื่อมถอยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ตามมาด้วยเรื่องสั้นอย่าง Tonio Kröger (1903) ในชุด Tristan ที่สำรวจความเหินห่างของศิลปินจากสังคม bourgeois และความขัดแย้งระหว่างศิลปะกับชีวิตจริง โดยได้รับอิทธิพลจาก Nietzsche ที่มองความเจ็บป่วยเป็นแหล่งของความคิดสร้างสรรค์
นวนิยาย Royal Highness (1909) เพิ่มธีมการประนีประนอมระหว่างหน้าที่ราชวงศ์กับความรักส่วนตัว ขณะที่ Death in Venice (1912) เป็นจุดสูงสุดของช่วงนี้ โดยเล่าเรื่องนักเขียนสูงวัยที่หลงใหลในความงามของเด็กหนุ่ม จนนำไปสู่ความตาย สะท้อนธีมความงาม ความเสื่อมโทรม และกิเลสที่ถูกกดไว้ รวมถึงองค์ประกอบ homoerotic
ในช่วงนี้ ความคิดของ Mann ยังเป็น conservative และมุ่งเน้นการวิเคราะห์จิตใจมนุษย์มากกว่าปัญหาสังคมใหญ่ช่วงสงครามและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (1914-1920s)สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ Mann เปลี่ยนจาก apolitical ไปสู่การมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ใน Reflections of a Nonpolitical Man (1918) เขาปกป้องวัฒนธรรมเยอรมันแบบ conservative และต่อต้านประชาธิปไตยแบบตะวันตก โดยมองว่าสงครามเป็นการปะทะระหว่าง "วัฒนธรรม" (Kultur) ของเยอรมนีกับ "อารยธรรม" (Zivilisation) ของฝรั่งเศสและอังกฤษ อย่างไรก็ตาม หลังสงคราม เขาค่อยๆ เปลี่ยนไปสนับสนุนสาธารณรัฐ Weimar และประชาธิปไตย โดยเห็นในงานเรียงความอย่าง Question and Answer (1922) และ Efforts (1925) The Magic Mountain (1924) เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ นวนิยายนี้ใช้ฉากโรงพยาบาลในเทือกเขา Alps เป็น allegory ของสังคมยุโรปก่อนสงคราม สำรวจธีมเวลา โรคภัย อุดมการณ์ และความขัดแย้งระหว่าง humanism (ตัวแทนโดย Settembrini) กับ fanaticism (Naphta) โดยผสม philosophy การเมือง และ eroticism สะท้อน uncertainty หรือความไม่แน่นอนของชีวิตและสังคม นิยายสั้นอย่าง Mario and the Magician (1929) เริ่มเตือนภัยจากลัทธิ fascism อย่างไรก็ตาม หลังสงคราม เขาค่อยๆ เปลี่ยนไปสนับสนุนสาธารณรัฐ Weimar และประชาธิปไตย โดยเห็นในงานเรียงความอย่าง Question and Answer (1922) และ Efforts (1925) The Magic Mountain (1924) เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ นวนิยายนี้ใช้ฉากโรงพยาบาลในเทือกเขา Alps เป็น allegory ของสังคมยุโรปก่อนสงคราม สำรวจธีมเวลา โรคภัย อุดมการณ์ และความขัดแย้งระหว่าง humanism (ตัวแทนโดย Settembrini) กับ fanaticism (Naphta) โดยผสม philosophy การเมือง และ eroticism สะท้อน uncertainty หรือความไม่แน่นอนของชีวิตและสังคม
นิยายสั้นอย่าง Mario and the Magician (1929) เริ่มเตือนภัยจากลัทธิ fascismช่วงลี้ภัยและวิพากษ์ fascism (1930s-1947)การขึ้นสู่อำนาจของ Hitler ในปี 1933 ทำให้ Mann ลี้ภัยไปสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐฯ (ได้สัญชาติอเมริกันปี 1944) ความคิดของเขาเปลี่ยนเป็น anti-fascist ชัดเจน โดยใช้ myth และ history เพื่อวิเคราะห์ crisis ของมนุษยชาติ ชุดนวนิยาย Joseph and His Brothers (1933-1943) ตีความเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิลใหม่ โดยใช้ psychology และ Nietzschean eternal return เพื่อสำรวจธีมกำเนิดมนุษย์ ชะตากรรม และการประนีประนอมระหว่าง divine กับ human wisdom สะท้อนความหวังใน humanism ท่ามกลางความมืดมิด
Lotte in Weimar (1939) ย้อนไปยัง Goethe เพื่อสำรวจความรักและ classicism Doctor Faustus (1947) เป็นจุดสูงสุดของช่วงนี้ เล่าเรื่องนักแต่งเพลงที่ทำสัญญากับปีศาจ เป็น metaphor ของเยอรมนีภายใต้นาซี โดยวิพากษ์วัฒนธรรมเยอรมันที่นำไปสู่ barbarism และ nihilism ได้รับอิทธิพลจาก Arnold Schoenberg และ Theodor Adorno สะท้อนธีม genius ศิลปะ และการทำลายตนเอง โดยรวม พัฒนาการของ Mann เปลี่ยนจากมุมมองส่วนบุคคลและ ironic ไปสู่การมีส่วนร่วมทาง moral และ political มากขึ้น จาก conservative ไป liberal-left โดยเน้น uncertainty ของชีวิต การต่อต้าน extremism และการใช้ศิลปะเพื่อวิเคราะห์สังคม ผลงานเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนตัวเขา แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนยุโรปในศตวรรษที่ 20
%20copy.jpg)
Comments
Post a Comment